Get Adobe Flash player
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.007gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.011gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.012gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.005gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.003gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.009gk-is-87.jpglink
http://www.assumption-cathedral.com/modules/mod_image_show_gk4/cache/header.008gk-is-87.jpglink
«
»
Loading…

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 32 guests and no members online

2017-01-08 ข้อคิดวันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ปี A

ข้อคิดวันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์ ปี A

มธ2: 1-12พวกเราได้เห็นดาวประจำพระองค์ขึ้นจึงพร้อมใจกันมาเพื่อนมัสการพระองค์...

ในวันสมโภชพระคริสตเจ้าทรงแสดงองค์วันนี้เราจะได้ยินได้ฟังเรื่องของปราชญ์ซึ่งมาจากบูรพาทิศด้วยการนำของดวงดาวมหัศจรรย์เพื่อมานมัสการองค์พระคริสต์-พระกุมาร...เราทุกคนต่างก็กำลังเดินทางแห่งชีวิตอยู่ด้วยเหมือนกันแต่เป็นการเดินทางชีวิตที่กำลังมุ่งไปสู่เบธเลเฮมแห่งเมืองสวรรค์ซึ่งที่นั้นพวกเราหวังจะได้พบกับองค์พระเจ้าอย่างหน้าต่อหน้าเรามิได้ถูกนำด้วงแสงสว่างแห่งดวงดาวแต่เราได้รับการนำด้วยแสงสว่างแห่งความเชื่อ...ให้เราอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าเพื่อให้พระองค์ได้ทรงทวีความเชื่อของเราให้มั่นคงเข้มแข็งยิ่งๆขึ้น...

ข้อคิด...นักบุญมัทธิวได้นำเสนอให้เห็นถึงการเผยแสดงของพระเจ้าในหลายวิธีที่แตกต่างกันแต่ก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือให้พระบุตรพระเจ้าที่มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นที่รู้จักและได้รับการต้อนรับจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและเพื่อให้มนุษยชาติได้มาเป็นครอบครัวเดียวกันโดยให้นมัสการและรับใช้พระเจ้าองค์เดียวกัน...องค์พระบุตรพระเจ้านี้ที่ชนชาวยิวซึ่งมีพระคัมภีร์ที่ได้ค่อยๆเผยแสดงการเสด็จมาของพระองค์กลับปฏิเสธไม่ยอมรับพระองค์ขณะที่ชนต่างศาสนาโดยการนำของดวงดาวมหัสจรรย์ได้มาค้นหาพระกุมารและเมื่อพบแล้วก็ได้นมัสการพระองค์ถวายของขวัญแด่พระองค์

ความปรารถนาอันแรงกล้าของพระเยซูเจ้าผู้สถาปนาพระศาสนจักรและของพระศาสนจักรเองในทุกยุคทุกสมัยก็คือต้องการให้มนุษยชาติมีเอกภาพสากลภาพและสันติภาพที่แท้จริงและได้เป็นครอบครัวเดียวกัน

มนุษย์คนแรกในพระคัมภีร์ซึ่งได้เชื่อในสากลภาพคืออับราฮัมบิดาแห่งควาเชื่อของมนุษยชาติพระเจ้าได้ทรงสัญญากับท่านไว้ว่าในวันหนึ่งข้างหน้าบรรดาประชาชาติต่างๆจะมาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของท่านและท่านเองก็ได้เชื่อเช่นนั้น

ประชาชาติอิสราแอลได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รวบรวมประชากรทั้งหลายให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมและดังนี้พระสัญญาแห่งสากลภาพก็จะบรรลุถึงความสำเร็จ

แต่ชาวอิสราแอลได้เชื่ออย่างผิดๆว่าพวกเขาสามารถสร้างสากลภาพเอกภาพและสันติภาพดังกล่าวขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบอะไรบางอย่างเช่นการถือธรรมบัญญัติการถือวันสับบาโต  การเข้าสุหนัต  ฯลฯแต่ว่าจริงๆแล้วจะต้องเป็นความเชื่อของอับราฮัมต่างหากที่จะสามารถรวบรวมชนทุกชาติทุกภาษาให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

การประกาศว่าจะต้องมีประชากรใหม่ของพระเจ้าที่ไม่จำกัดเชื้อชาตินั้นได้รับการตระเตรียมล่วงหน้าในประชากรเลือกสรรและได้สำเร็จเป็นไปในองค์พระคริสตเจ้า   เพราะในแผนการของพระบิดาเจ้าเป็นพระองค์เองที่จะทรงรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า(อฟ1: 9-10) และทุกสิ่งที่แตกแยกกันออกไปก็จะพบเอกภาพในพระองค์(อฟ3:6)

โดยการเรียกปราชญ์จากแดนตะวันออกพระเยซูเจ้าได้เริ่มรวบรวมประชากรเพื่อที่จะสรรสร้างให้เป็นครอบครัวใหญ่ของมนุษยชาติโดยการดังกล่าวจะสำเร็จลงอย่างบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อความเชื่อในพระเยซูคริสต์จะทำให้กำแพงแห่งความแตกแยกที่คอยขวางกั้นมนุษย์มิให้รวมกันจะได้พังพินาศไปและเมื่อนั้นแหละที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกว่าพวกเขาคือบุตรพระเจ้าได้รับการไถ่จากพระคริสต์อย่างเท่าเทียมกันและเป็นพี่น้องกัน

ตลอดกระแสศตวรรษพระศาสนจักรได้ตระหนักและได้เป็นองค์พยานสำหรับการเรียกอันมีลักษณะสากลนี้คือการเรียกมนุษย์ทุกคนให้ไปสู่การช่วยให้รอดพ้นโดยอาศัยผลงานแห่งการสร้างเอกภาพของพระคริสตเจ้า

ดังนั้นภาพนิมิตสุดท้ายของพระธรรมใหม่ในหนังสือวิวรณ์จึงมีความหมายมาก(วว. 7: 4-12; 15: 3-4; 21: 24-26) คือชนทุกชาติทุกภาษาจะมากราบไหว้นมัสการพระเจ้าผู้เป็นกษัตริย์แห่งชนชาติทั้งหลายพวกเขาจะพักอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเลมใหม่และในกรุงเยรูซาเลมใหม่นี้ครอบครัวของมนุษยชาติจะพบกับเอกภาพที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องเอกภาพก็เสี่ยงที่จะทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆเพราะบ่อยๆเรามักจะเข้าใจว่าเอกภาพคือการที่ต้องมีอะไรเหมือนๆกันหมด  นั่นก็คือต้องขจัดความแตกต่างในแต่ละคนให้หมดสิ้นไปโดยให้แต่ละคนเท่าเสมอกันและเหมือนกันหมดความคิดดังกล่าวนี้มิใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเลยเพราะว่าความแตกต่างกันและความหลายหลากของอุปนิสัยของแต่ละชาติคือความมั่งคั่งของมนุษยชาติเช่นเดียวกันสำหรับข้อเท็จจริงที่ว่าพระศาสนจักรต้องเป็นหนึ่งเดียวและสากลนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป  สำหรับจะเจริญชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเดียวกัน

 

คริสตชนที่แท้จริงจะต้องไม่ปฏิเสธความแปลกใหม่แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องทำการพิสูจน์ว่าสิ่งแปลกใหม่เหล่านั้นจะต้องไม่ใช่มิติใหม่ของความเชื่อในพระองค์พระคริสตเจ้าเท่านั้น  ประสบการณ์ต่างๆมากมายในปัจจุบันนี้ซึ่งหลายๆครั้งอาจจะเป็นที่สะดุดสำหรับคนบางประเภท  แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นยาชุบชูกำลังให้กับชีวิตของพระศาสนจักร  เพราะพระคริสตเจ้าให้บทเรียนแต่เพียงบทเดียวแก่เราว่าจงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดดวงใจและจงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง(เทียบยน13:34) ...ในบทเรียนบทนี้ที่เราจะพบความหมายและทิศทางในการแสวงหาพระเจ้านี่แหละที่เป็นดาวมหัสจรรย์ดวงนั้นที่เราจะต้องเฝ้าติดตามเพื่อจะบรรลุถึงเป้าหมายและเอกภาพที่แท้จริงของมนุษยชาติ