Get Adobe Flash player

บุคลากร

องค์กรต่างๆ

ติดต่อสอบถาม

Link คาทอลิก

Who's online

We have 7 guests and no members online

2018-10-21 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา ปี B

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 29 เทศกาลธรรมดา ปี B

มก 10: 35-45…พระเยซูเจ้าทรงเป็น “ผู้รับใช้ที่ต้องทนทุกข์ลำบาก”...พระองค์ได้เสด็จมาในโลกเพื่อรับใช้ผู้อื่น มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ และมอบชีวิตของพระองค์เป็นสินไถ่เพื่อมวลมนุษย์...

          บทจดหมายถึงชาวฮีบรูในบทอ่านที่สอง (ฮบ 4: 14-16)บอกกับพวกเราว่าเรามีพระมหาสมณะยิ่งใหญ่ในองค์พระเยซูเจ้า พระผู้ซึ่งได้ถูกทดลองในทุกๆเรื่องเช่นเดียวกับเรามนุษย์ แม้นว่าพระองค์จะไม่มีบาป... ดังนั้นพระองค์จึงสามารถเข้าใจการดิ้นรนต่อสู้ของเราและพระองค์สามารถช่วยเหลือเราได้...ให้เราได้เข้ามาหาพระองค์ด้วยจิตใจที่เป็นทุกข์และวางใจในความรักความเมตตาของพระองค์

ข้อคิด...จากบทอ่านที่หนึ่งซึ่งคัดมาจาก หนังสือประกาศกอิสยาห์ (อสย 53: 10-11) บอกกับเราว่า “ผู้รับใช้ของพระเจ้า” ได้มอบชีวิตของพระองค์เพื่อเป็นการไถ่โทษบาปของประชากรของพระองค์ การสิ้นพระชนม์ของพระองค์จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการได้รับเกียรติรุ่งโรจน์สำหรับพระองค์และจะเป็นท่อธารแห่งพระพรสำหรับคนอื่นๆทั้งหลายด้วย...จากการไตร่ตรองข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้ ก็ทำให้บรรดาคริสตชนในยุคแรกๆได้เข้าใจถึงการทนทุกข์ยากลำบากและการสิ้นพระชนม์ที่นำความรอดพ้นมาให้ขององค์พระเยซูเจ้า

          ส่วนในพระวรสาร เราได้แลเห็นว่าบรรดาอัครสาวกยังอยู่ห่างไกลจากจิตตารมณ์ของการเสียสละตนเองมากสักเพียงใด...อัครสาวกยากอบและยอห์นสองพี่น้องต้องการจะได้ที่นั่งหรือตำแหน่งสูงๆในพระอาณาจักรของพระเยซูเจ้า แน่นอนท่านทั้งสองก็คงคิดว่าพระอาณาจักรของพระองค์ก็คงจะมีรูปแบบคล้ายๆกับอาณาจักรของโลกซึ่งในอาณาจักรนั้นคนที่มีตำแหน่งสูงๆก็จะเสพอำนาจ เกียรติและยศ แต่พระเยซูเจ้ากลับบอกกับพวกเขาว่าศิษย์ของพระองค์นั้นจะต้องไม่เลียนแบบคนต่างชาติซึ่งบรรดาผู้ปกครองเป็นเจ้านายเหนือประชาชนของตน...ในพระอาณาจักรของพระเจ้า การรับใช้เป็นอะไรที่ทำให้เราใหญ่ขึ้น และพระองค์ก็ได้ทรงวางพระองค์เองให้เป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ เพราะพระองค์ได้เสด็จมา “มิใช่เพื่อให้คนอื่นรับใช้ แต่เพื่อรับใช้คนอื่น และมอบชีวิตของพระองค์ให้เป็นสิ้นไถ่สำหรับคนจำนวนมาก” ดังนั้นการมีอำนาจในพระศาสนจักรจึงต้องเป็น “การรับใช้” ตามแบบอย่างของพระอาจารย์เจ้า      

          พระวรสารในวันนี้เรื่องที่สำคัญมากๆ คือเรื่องการรู้จักใช้อำนาจอันเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน และหลายๆคนคงเคยได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องของการใช้อำนาจ...คนเราต่างก็แสวงหาอำนาจด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป หลายๆคนชอบมีอำนาจเพราะทำให้รู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญ บางคนชอบมีอำนาจเพราะทำให้ตนเองเป็นคนมีเกียรติ บางคนชอบมีอำนาจเพราะจะทำให้ตนเองมีทรัพย์สินเงินทองมากขึ้น...”การมีอำนาจ คือการมีเงินทอง”...

          มีผู้ที่ทำการแยกแยะ “อำนาจ” ออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆด้วยกันคือ

อำนาจแบบที่หนึ่งเป็นอำนาจที่ใช้บังคับ ที่เป็นนายเหนือคนอื่น

อำนาจแบบที่สองเป็นอำนาจที่คอยประคับประคอง เป็นแบบเพื่อนคอยฟัง คอยช่วยเหลือ ให้ความไว้วางใจและคอยเตือนสติให้มีจิตสำนึกถึงความรับผิดชอบของตน

อำนาจแบบที่สามเป็นการใช้อำนาจแบบเงียบๆ ซ่อนเร้นและเจือปนด้วยความรักความเอ็นดู เป็นการใช้อำนาจแห่งความรักอย่างไม่มีอำนาจ เป็นการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและบางครั้งก็คอยเฝ้าดูด้วยความห่วงใย เช่นในกรณีของผู้ที่เป็นบิดามารดาซึ่งบางครั้งทั้งคอยทั้งเฝ้าลูกๆของพวกเขาซึ่งได้หลงผิดไป พลางหวังว่าพวกเขาจะกลับมาในหนทางที่ถูกต้อง

          บางคนมีความกระหายหาอำนาจและใช้อำนาจที่ตนมีอยู่เพื่อเป็นนายเหนือคนอื่น นี่เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด เพราะความกระหายในอำนาจนี้ มิได้หยั่งรากลึกในความรับผิดชอบต่อเพื่อนพี่น้องแต่ว่าในความอ่อนแอ เฉพาะคนที่อ่อนแอเท่านั้นที่วัดคุณค่าของตนเองจากการที่เขาสามารถเป็นนายคนอื่นได้และผลลัพธ์ที่จะได้ออกมานั้น ก็จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายสุดๆ

          เมื่ออัครสาวกยากอบและยอห์นได้ขอพระเยซูเจ้าให้ตนได้มีตำแหน่งสูงๆในพระอาณาจักรของพระองค์นั้น ท่านทั้งสองกำลังคิดถึงแต่ตัวเองโดยไม่ใส่ใจว่าเพื่อนอัครสาวกจะมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร ท่านทั้งสองเพียงแต่คิดว่าพระอาณาจักรของพระองค์คงจะเป็นอะไรที่เหมือนๆกับอาณาจักรของโลกนี้ คือคนที่มีตำแหน่งที่สูงๆก็จะได้เสพชื่อเสียงเกียรติยศและอำนาจ แต่พระเยซูเจ้ากลับบอกพวกเขาว่าไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในพระอาณาจักรของพระเจ้า ผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดคือผู้ที่พร้อมจะรับใช้คนอื่นๆมากกว่าที่จะให้คนอื่นรับใช้ตน

          ก่อนอื่นพระเยซูเจ้าได้ทรงกล่าวถึงมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับได้ของการใช้อำนาจของทางบ้านเมืองว่าหมายถึงการเป็นนายเหนือผู้อื่น...แต่นี่มิใช่เป็นรูปแบบของสังคมหมู่คณะของพระองค์ เพราะพระองค์กลับมองว่าการมีอำนาจเหนือผู้อื่นนั้นเป็นโอกาสของการรับใช้ และพระเยซูเจ้าเองก็ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ พระองค์มิได้เป็นเจ้านายเหนือประชาชน พระองค์ทรงเรียกร้องและเชื้อเชิญให้บรรดาศิษย์ของพระองค์ได้เลียนแบบพระองค์ในเรื่องนี้ พระองค์ทรงต้องการเป็นผู้นำ แต่ไม่ต้องการเป็นเจ้านาย และนี่แหละที่เป็นเรื่องที่พระองค์ทรงต้องการให้ได้รับการปฏิบัติในสังคมหมู่คณะของพระองค์...“การใช้อำนาจไม่ควรให้กับคนที่แสวงหาอำนาจ แต่ควรให้กับคนที่ได้พิสูจน์ว่าตนพร้อมที่จะรับใช้คนอื่น คนที่ได้รับการไว้วางใจให้ใช้อำนาจควรจะต้องเป็นผู้ที่รู้จักใส่ใจ มีความยุติธรรมไม่เลือกปฏิบัติ มีความเมตตากรุณา มีปรีชาญาณและมีความเพียรทนอย่างอ่อนโยน

          เพื่อที่จะรับใช้ เราต้องพร้อมที่จะดื่มถ้วยกาลิกส์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงดื่ม ถ้วยกาลิกส์แห่งการเป็นพลีบูชาและถ้วยกาลิกส์แห่งการทนทุกข์ทรมาน...ในทุกๆตำแหน่งคนเราสามารถรับใช้คนอื่นได้ทั้งนั้น แต่ว่าสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่มีอำนาจ ก็น่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่ดีที่สุดในการรับใช้เพราะทำให้เราสามารถรับใช้ทุกๆคนได้เรากำลังค้นพบจิตตารมณ์นี้ขึ้นใหม่ในพระศาสนจักรซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ...อำนาจที่ได้ถูกใช้เพื่อการรับใช้ในพระศาสนจักรสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณงามความดี

สวัสดี...พ่อวีรศักดิ์