“เช้าตรู่วันต้นสัปดาห์ ขณะที่ยังมืด”
พระวรสารทั้งสี่เล่มเล่าเรื่องการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้าในรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่มีสิ่งที่เหมือนกันทั้งหมดอยู่บางประเด็น ได้แก่ วันที่พระองค์กลับคืนชีพคือ “วันต้นสัปดาห์” (วันอาทิตย์), ผู้ที่เป็นพยานถึงการกลับคืนชีพคนแรกคือมารีย์ มักดาเลนา, พระคูหาที่ว่างเปล่า หินที่ถูกเลื่อนออกและผ้าที่วางไว้อย่างเรียบร้อย เป็นต้น
ยอห์นเริ่มต้นเรื่องด้วยมารีย์ มักดาเลนาออกไปที่พระคูหา “ขณะที่ยังมืด” ส่วนเหตุผลนั้นเป็นไปได้ว่ามารีย์ต้องการเคารพศพของพระเยซูเจ้าและอยู่ใกล้ชิดพระองค์ตามความเชื่อของชาวยิวที่เชื่อว่าวิญญาณคนตายจะวนเวียนอยู่ใกล้ร่างเป็นเวลาสามวัน
ทุกครั้งที่อ่านพระวรสารนักบุญยอห์น คำสำคัญที่มีเสมอคือเรื่องของ “ความมืดและความสว่าง” การที่ยอห์นเน้นว่าขณะที่มารีย์ออกไปนั้นยังมืดอยู่ไม่ได้เป็นเพียงความมืดของเช้าตรู่เท่านั้น แต่ยังเป็นความมืดในชีวิตของมารีย์ที่สูญเสียพระอาจารย์ และอาจหมายถึงความมืดในความเชื่อของเราทุกคนด้วย
มารีย์เห็นเพียงก้อนหินที่ถูกเคลื่อนไปจากพระคูหา แต่ถ้าเธอใจเย็นลงอีกสักนิด เธออาจพบภาพแห่งสันติสุขภายในหลุมของพระเยซูเจ้า นั่นคือภาพของผ้าพันพระศพที่วางอย่างเรียบร้อย และผ้าพันพระเศียรที่พับวางแยกไว้อีกที่หนึ่ง และนี่เป็นหลักฐานอย่างดีว่าพระศพของพระเยซูเจ้าไม่ได้ถูกขโมย แต่ร่างของพระองค์ไม่อยู่ที่นั่นด้วยวิธีการที่มนุษย์ยังไม่อาจเข้าใจได้
ในความมืดแห่งชีวิต เราวิ่งแสวงหาพระเจ้า เรามีความเชื่อ มีความรัก แต่เพราะความมืดในชีวิต แม้เราจะวิ่งมาถึงหน้าพระคูหาของพระเยซูเจ้าแล้ว เรากลับไม่ได้มองเข้าไป ไม่ได้เดินเข้าไป ทำให้เราอาจจะยังตกในอยู่เหมือนมารีย์
เมื่อมีความมืดในชีวิต เป็นสิ่งที่ดีที่เราวิ่งไปหาพระเยซูเจ้า และอย่าตกใจหากพระองค์มีวิธีการบอกเราไม่เหมือนกับที่เราคิด เราหวังให้พระคูหานั้นปิดอยู่ แต่พระคูหานั้นเปิดออก
พระคูหาที่เปิดออกอาจจะไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่าไร แต่พระองค์ต้องการให้เราเข้าไป มองเห็น และพบกันสันติสุขว่าพระองค์กลับคืนชีพแล้ว
พระคูหาที่เปิดออกนั้นไม่ได้เปิดเพื่อให้พระองค์ออกมา แต่เปิดเพื่อให้เรานั้นเข้าไปต่างหาก.
…ลาซารัส…