“ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า?”
ตามปกติแล้วเราจะได้ยินเรื่องพระทรมานของพระเยซูคริสตเจ้าปีละสองครั้ง คือในวันอาทิตย์พระทรมาน และวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตามธรรมเนียมพิธีกรรมปัจจุบัน เราจะได้ฟังพระทรมานของพระเยซูคริสตเจ้าจากพระวรสารสหทรรศน์ (ปีนี้เป็นของนักบุญมัทธิว) ในวันอาทิตย์พระทรมาน และฟังพระทรมานของพระเยซูคริสตเจ้าตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์นในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์
หากเราตั้งใจฟังพระทรมานฯ ตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิวนี้ดีๆ เราจะพบว่ามีความเชื่อมโยงหลายประการกับบทเพลงสดุดีตอบรับซึ่งนำข้อความมาจากเพลงสดุดีที่ 22 เช่น “ผู้ใดเห็นข้าพเจ้าก็เยาะเย้ย” (สดด 22:7) กับการที่บรรดาผู้ที่ผ่านไปมา บรรดาผู้นำชาวยิว และโจรที่ถูกตรึงเยาะเย้ยพระเยซูเจ้า (มธ 27:39-44) “เขานำเสื้อผ้าของข้าพเจ้ามาแบ่งปันกัน นำเสื้อยาวของข้าพเจ้ามาจับสลากกัน” (สดด 22:18) กับการที่บรรดาทหารนำเอาเสื้อของพระเยซูเจ้ามาจับฉลากแบ่งกัน และคำภาวนาของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้า” (สดด 22:1 และ มธ 27:46)
นักบุญมัทธิวบันทึกว่าข้อความ “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้า” จากเพลงสดุดีที่ 22 นี้เป็นคำพูดสุดท้ายของพระเยซูเจ้า และเป็นคำพูดเดียวของพระเยซูเจ้าบนกางเขน คำพูดนี้เข้าใจความหมายได้หลายอย่าง
อาจเป็นการแสดงถึงความสิ้นหวังของพระเยซูเจ้า เพราะพระองค์เป็นมนุษย์แท้จริง พระองค์กำลังเผชิญกับความทุกข์แสนสาหัส และกำลังจะได้ลิ้มรสประสบการณ์ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมีนั่นคือ “ความตาย” พระองค์กำลังภาวนาด้วยความสิ้นหวังว่าทำไมพระเจ้าที่พระเยซูเจ้าเชื่อมั่นมาตลอดกำลังทอดทิ้งพระองค์
แต่ในขณะเดียวกัน ข้อความที่พระเยซูเจ้ากล่าวนี้มาจากเพลงสดุดี ซึ่งในตอนท้ายของเพลงสดุดีบทนี้ไม่ใช่ข้อความแสดงความสิ้นหวัง หากแต่เป็นข้อความแห่งชัยชนะ “บุตรหลานของข้าพเจ้าจะรับใช้พระองค์… และจะประกาศความเที่ยงธรรมของพระองค์แก่ประชากรที่จะเกิดมา ว่านี่คือพระราชกิจของพระองค์” (สดด 22:30-31)
ไม่ใช่ความสิ้นหวัง หากแต่เป็นการแสดงความเชื่อจนถึงที่สุดแม้ดูไม่มีหวังเลยต่างหาก
มัทธิวไม่ได้บันทึกข้อความอื่นๆ ของพระเยซูเจ้าไว้ มีเพียงการกล่าวสั้นๆ ว่า “พระเยซูเจ้าทรงเปล่งเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง แล้วสิ้นพระชนม์”
บนไม้กางเขน ในความทุกข์ทรมาน ในความสิ้นหวัง พระเยซูเจ้าทรงเป็นแบบอย่างให้เราทุกคนถึงความเชื่อและวางใจในพระเจ้าจนถึงที่สุด.
…ลาซารัส…