• หน้าแรก
  • เกี่ยวกับอาสนวิหาร
    • ประวัติอาสนวิหารอัสสัมชัญ
    • สถาปัตยกรรม
    • บรรณฐาน
    • ภาษาลาตินในวัด
    • กระจกสี / stained-glass
    • รูปนักบุญ / saint sculpture
  • บริการต่างๆ
    • ล้างบาปทารก / Baptisms
    • การถ่ายภาพ / Take pictures
    • แต่งงาน / wedding
  • ติดต่อสอบถาม/Contact us
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับอาสนวิหาร
    • ประวัติอาสนวิหารอัสสัมชัญ
    • สถาปัตยกรรม
    • บรรณฐาน
    • ภาษาลาตินในวัด
    • กระจกสี / stained-glass
    • รูปนักบุญ / saint sculpture
  • บริการต่างๆ
    • ล้างบาปทารก / Baptisms
    • การถ่ายภาพ / Take pictures
    • แต่งงาน / wedding
  • ติดต่อสอบถาม/Contact us

Author: assump

2017-01-22 วันอธิษฐานภาวนาเพื่อเอกภาพของคริสตชน

           สวัสดีครับพี่น้องที่รักพบกันอีกในคอลัมน์“คิดสักนิดสะกิดใจ” ในอาทิตย์ที่3 ของเทศกาลธรรมดาซึ่งสำหรับวันเสาร์ที่ผ่านมานี้ทางคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อศาสนสัมพันธ์และคริสตศาสนจักรสัมพันธ์ร่วมกับคณะกรรมคริสตชนไทยได้จัดกิจกรรม“วันอธิษฐานภาวนาเพื่อเอกภาพของคริสตชน”โดยหัวข้อสำหรับการอธิษฐานในปีค.ศ. 2017 นี้คือ“ความรักพระคริสตเจ้าผลักดันเราให้เป็นหนึ่งเดียวกัน” […]

อ่านต่อ

2017-01-22 ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 3เทศกาลธรรมดาปีA มธ4: 12-23…พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังเมืองคาเปอร์นาอุม…เพื่อให้พระดำรัสที่ตรัสไว้ทางประกาศกอิสยาห์เป็นความจริง… “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนและในเงาแห่งความตายแสงได้ส่องขึ้นมาเหนือพวกเขาแล้ว” “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืด ได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่”…นี่เป็นคำยืนยันของนักบุญมัทธิวที่บ่งบอกถึงผลกระทบจากพันธกิจขององค์พระเยซูเจ้าที่มีต่อประชากรทั้งหลาย…และแสงสว่างนั้นกำลังฉายแสงมายังพวกเราในขณะนี้ขณะที่เรากำลังชุมนุมกันอยู่ณรอบพระแท่นบูชาในพระนามของพระองค์ ข้อคิด…นักบุญมัทธิวได้เปรียบเทียบการเสด็จมาของพระเยซูเจ้าว่าเป็นเหมือนกับแสงสว่างอันยิ่งใหญ่ที่ส่องสว่างประชาชนซึ่งเจริญชีวิตอยู่ในความมืดแห่งชีวิตท่านนักบุญมองเห็นว่าพระเยซูเจ้าเป็นผู้ที่บันดาลให้คำพยากรณ์ของท่านประกาศกอิสยาห์ได้สำเร็จเป็นไป             “ประชาชนที่จมอยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนและในเงาแห่งความตายแสงสว่างได้ส่องขึ้นมาเหนือพวกเขาแล้ว” […]

อ่านต่อ

2017-01-29 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 4เทศกาลธรรมดาปี A มธ5: 1-12…ท่านทั้งหลายย่อมเป็นสุขเมื่อถูกดูหมิ่นข่มเหงและใส่ร้ายต่างๆนานาเพราะเราจงชื่นชมยินดีเถิดเพราะบำเหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นยิ่งใหญ่นัก… ในเรื่องของมหาบุญลาภเราได้แลเห็นค่านิยมที่คริสตชนควรจะนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน…ขณะที่มหาบุญลาภเหล่านี้เป็นการท้าทายเราอย่างมากแต่ว่าในขณะเดียวกันก็เสนอรางวัลที่ยิ่งใหญ่ให้กับเราตั้งแต่อยู่ในโลกนี้และโดยเฉพาะอย่างสำหรับโลกหน้า ข้อคิด…จากบทอ่านทั้งสามบทที่เราเพิ่งได้ยินจบลงไปแล้วนั้นมิใช่ความอดอยากและภัยพิบัติต่างๆเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่จะให้เกิดขึ้นกับมนุษยชาติและไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเรามนุษย์เป็นสุขและสิ่งต่างๆเหล่านี้มิใช่ว่าเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาสำหรับเรามนุษยอีกด้วย…สิ่งที่ได้รับพระพรจากพระเจ้าก็คือความไว้วางใจในพระองค์และคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการพระเจ้าและเจริญชีวิตตามน้ำพระทัยพระองค์คนนั้นแหละที่เป็นสุขและเป็นคนที่โชคดี…พระเจ้าจะประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขาตามที่เขาต้องการเพราะพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเติมเต็มช่องว่างต่างๆในตัวเรามนุษย์และสามารถดับความกระหายแห่งหัวใจของเรา…คนที่วางใจในมนุษย์ด้วยกันในที่สุดก็จะผิดหวังส่วนคนที่วางใจในพระเจ้าก็จะไม่ผิดหวังเพราะพระเจ้าจะกลายเป็นพระผู้อุปถัมภ์ของผู้ยากไร้ผู้อ่อนแอผู้ด้อยโอกาสและผู้ต่ำต้อยเพียงแต่ขอให้เขาประพฤติความชอบธรรมและมีความสุภาพถ่อมตน มหาบุญลาภที่พระเยซูเจ้าเทศน์สอนให้กับพวกเราทุกๆคนนั้นเป็นหัวใจของพระวรสารเลยทีเดียวแต่ถึงกระนั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองเห็นว่ามหาบุญลาภเหล่านั้นเป็นอะไรที่จะนำไปปฏิบัติไม่ได้หรือจะปฏิบัติได้ก็ยากมากๆทั้งเป็นการเรียกร้องมากเกินไปสำหรับคนโดยทั่วๆไป แต่ให้เราใช้เวลาสักเล็กน้อยไตร่ตรองดูว่ามหาบุญลาภที่พระเยซูเจ้าเทศน์สอนนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่และดีมากน้อยแค่ไหนถ้าหากว่าเราสามารถนำมาปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันของเราแต่ละคน “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุขเพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา”แต่เราคงอยากจะบอกว่าคนที่ร่ำรวยก็เป็นสุขเพราะเขาสามารถมีทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาต้องการ แต่ว่าจริงๆแล้วคนที่ร่ำรวยก็ไม่เคยรู้สึกว่าพอดังนั้นเขาจะเป็นสุขได้อย่างไรกัน? […]

อ่านต่อ

2017-02-05 ความสว่างและเกลือ

สวัสดีครับพี่น้องที่รักอาทิตย์นี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่5 ของเทศกาลธรรมดาซึ่งในอาทิตย์นี้พระเยซูเจ้าได้สอนและตักเตือนให้เราเป็นเกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างส่องโลก ความสว่างและเกลือนั้นมีความสำคัญต่อโลกมากเพียงใดเราแต่ละคนก็มีความสำคัญมากฉันพระองค์จึงตักเตือนใจให้เราเป็นดังแสงสว่างของโลกนี้เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นพระคริสตเจ้าได้อย่างชัดเจนมากขึ้นผ่านทางชีวิตของเราและทรงย้ำอีกว่าเราต้องเป็นเกลือของแผ่นดินที่มีชีวิตตามจิตตารมณ์และตามมาตรฐานของพระคริสตเจ้านั่นคือชีวิตคริสตชนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาความรักและการให้อภัยผู้อื่นเสมอเพื่อชีวิตของเราจะได้เป็นพระพรเป็นความดีและเป็นยาที่สามารถรักษาทุกสิ่งได้แม้แต่ความเกลียดชังและความเห็นแก่ตัวในโลกของเรา ณตรอกซอยแห่งหนึ่งที่ทั้งมืดคับแคบอับชื้นและไม่มีแสงสว่างส่องทางแม้แต่น้อยดังนั้นเมื่อถึงยามค่ำคืนการเดินทางในตรอกซอยแห่งนี้จึงเป็นไปด้วยความยากลำบากมากยิ่งนัก คืนวันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเดินผ่านเข้ามายังตรอกแห่งนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังอารามของตนแต่ทว่าด้วยความมืดของตรอกซอยแห่งนี้ซึ่งแม้กระทั่งนิ้วมือทั้งห้าของตนเองก็ยังมองไม่เห็นเมื่อเดินทางไปเรื่อยๆพระรูปนี้จึงเดินไปชนผู้อื่นและมิหน้ำซ้ำก็ยังถูกผู้อื่นเดินมาชนด้วยอย่างไม่หยุดหย่อน ขณะนั้นเองมีคนผู้หนึ่งถือโคมไฟเดินเข้ามายังตรอกดังกล่าวจึงทำให้ตรอกดังกล่าวเกิดแสงสว่างขึ้นมาพอสมควรพระรูปนั้นได้ยินคนเดินผ่านทางพูดว่า“คนตาบอดผู้นั้นช่างแปลกนักตนเองมองไม่เห็นแท้ๆใยต้องถือโคมไฟให้วุ่นวาย”  เมื่อพระได้ยินดังนี้ก็รู้สึกแปลกใจมากเช่นกันรอจนกระทั่งคนตาบอดท่านนี้ถือโคมไฟเดินผ่านมาจึงเอ่ยถามขึ้นว่า“ขออภัยท่านตาบอดจริงๆหรือเปล่า?”คนตาบอดตอบว่า”ถูกแล้วข้าเกิดมาก็พิการตาสองข้างมองไม่เห็นสำหรับข้านั้นไม่ว่าจะยามเช้าสายบ่ายเย็นล้วนไม่ต่างกันทั้งยังไม่ทราบว่าแสงสว่างนั้นมีหน้าตาเป็นเช่นไร“ พระได้ยินดังนั้นก็ยิ่งงุนงงมากขึ้นจึงเอ่ยถามต่อไปว่า“ถ้าเช่นนั้นแล้วท่านจะถือโคมไฟไปเพื่ออะไร?”คนตาบอดตอบว่า“เนื่องเพราะข้าเคยได้ยินคนพูดกันว่าในยามกลางคืนไร้แสงสว่างคนตาดีทั้งหลายก็เป็นเช่นเดียวกับข้าคือมองไม่เห็นสิ่งใด” “เมื่อครู่ท่านเดินอย่างมืดมนในตรอกซอยนี้ท่านโดนคนเดินสวนมาชนเอาหรือไม่?…… ท่านดูข้าเองนะแม้เป็นคนตาบอดแต่ข้าไม่โดนผู้อื่นเดินชนเลยแม้แต่ครั้งเดียวทั้งๆที่เมื่อก่อนข้าก็เป็นเช่นเดียวกับท่านคือโดนคนเดินมาชนเอาบ่อยครั้งแต่เมื่อข้าถือโคมไฟทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…ที่ข้าจุดโคมถือไปไหนมาไหนด้วยนั้นข้าจุดเพื่อให้แสงสว่างกับผู้อื่นและเพื่อให้ผู้อื่นมองเห็นตัวข้าตั้งแต่นั้นมาข้าก็ไม่โดนผู้ใดเดินชนอีกเลย” […]

อ่านต่อ

2017-02-05 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5เทศกาลธรรมดาปี A มธ5: 13-16…ท่านทั้งหลายเป็นเกลือดองแผ่นดินและเป็นแสงสว่างส่องโลก…เพื่อคนทั้งหลายจะได้เห็นกิจการดีของท่านและสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ เนื่องจากว่าเราเป็นศิษย์ของพระคริสต์เราจึงได้รับการเชื้อเชิญให้เป็น“เกลือดองแผ่นดิน” และเป็น“แสงสว่างส่องโลก”…นี่เป็นงานมหัศจรรย์ที่พระองค์ทรงมอบให้กับศิษย์ของพระองค์แต่ก็เป็นงานที่ยากมากๆและเพื่อที่จะทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จเราต้องการพละกำลังจากพระองค์ดังนั้นทุกๆวันให้เราได้ทูลขอจากพระองค์ซึ่งพละกำลังและความช่วยเหลือต่างๆที่เราต้องการเพื่อจะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายอย่างที่พระองค์ได้ทรงหวังจากศิษย์ของพระองค์ ข้อคิด…นักบุญมัทธิวได้นำเสนอว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นแสงสว่างที่ส่องลงมายังโลกที่มืดมนในพระวรสารของวันอาทิตย์ที่สามเทศกาลธรรมดา…มาในวันอาทิตย์นี้พระภารกิจในการส่องสว่างและในการนำมนุษยชาติที่กำลังสับสนวุ่นวายในด้านศีลธรรมก็ได้รับการแบ่งปันให้กับบรรดาศิษย์ของพระองค์           ในโลกสมัยโบราณเกลือเป็นสิ่งจำเป็นที่มีความสำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับชีวิตของเรามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเก็บรักษาและทำให้อาหารมีรสชาติเช่นเดียวกันสำหรับความจำเป็นและความสำคัญในชีวิตประจำวันในเรื่องของแสงสว่างก็เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งสำหรับพวกเราทุกๆคนดังนั้นภาพของเกลือและแสงสว่างที่พระเยซูเจ้าได้ทรงยกตัวอย่างก็ถูกนำเอาไปเปรียบเทียบกับการทำดีที่ศิษย์ของพระองค์ควรจะต้องมีบทบาทอย่างสำคัญต่อโลกในชีวิตประจำวันของพวกเขาดังนั้นเมื่อบรรดาศิษย์ของพระองค์จะไม่ยอมเป็นประจักษ์พยานให้กับพระองค์พวกเขาก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ไร้คุณค่าเหมือนกับเกลือที่สูญเสียความความเค็มของมันหรือเหมือนกับตะเกียงที่ไม่ยอมส่องสว่าง คนที่ได้รับการประกาศว่าเป็นผู้มีบุญหรือเป็นผู้มีความสุขนั้นมิใช่มีบุญหรือมีความสุขเฉพาะสำหรับตัวเองแต่ว่าความมีบุญและความสุขนี้เขาจะต้องแบ่งปันใหักับคนอื่นๆด้วยเพราะการที่พระเยซูเจ้าบอกให้เราเป็นเกลือดองแผ่นดินและเป็นแสงสว่างส่องโลกนั้นก่อนอื่นหมดพระองค์ต้องการจะบอกกับผู้ที่เชื่อในพระองค์และกับบรรดาศิษย์ของพระองค์เป็นอันดับแรกโดยให้พวกเขาเป็นผู้ยากจนผู้อ่อนโยนผู้ที่หิวกระหายความยุติธรรมผู้มีใจบริสุทธิ์ฯลฯซึ่งโดยอาศัยมหาบุญลาภที่พระองค์เทศน์สอนและบอกให้พวกเขาปฏิบัตินั้นพวกเขาก็จะสามารถเป็นเกลือดองความดีให้กับคนอื่นและสามารถเป็นแสงสว่างคอยส่องหนทางเดินแห่งชีวิตให้กับเพื่อนพี่น้องซึ่งกำลังเดินหน้ามุ่งไปสู่พระอาณาจักรของพระเจ้า […]

อ่านต่อ

2017-0212 ธรรมบัญญัติ

สวัสดีครับพี่น้องที่รักพบกันอีกครั้งในคอลัมน์“คิดสะนิดสะกิดใจ” สำหรับสัปดาห์วันวาเลน์ไทน์หรือวันแห่งความรักซึ่งฟังๆดูก็มีความหมายและน่ารักดีสำหรับคนทุกๆคนพระวรสารในอาทิตย์นี้พระเยซูเจ้าทรงตรัสสอนกับเราในหลายเรื่องด้วยกันซึ่งเนื้อหาและใจความสำคัญของพระวรสารในอาทิตย์แม้จะยาวสักหน่อยแต่เป็นคำสอนหรือธรรมบัญญัติที่จำเป็นสำหรับการเป็นคริสตชนของเราพระเยซูเจ้าจึงเตือนใจเราให้เข้าใจอย่างชัดเจนในเรื่องบาปต่างๆเช่นอย่าฆ่าคนอย่าล่วงประเวณีอย่าลักขโมยห้ามหย่าร้างและเราต้องรู้จักให้อภัยต่อกันฯลฯซึ่งแม้สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นสิ่งพื้นฐานที่เราทราบอยู่แล้วแต่ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะมาทบทวนเรื่องของธรรมบัญญัติและศีลธรรมกันอีกครั้งหนึ่งซึ่งแน่นอนการเป็นคริสตชนหรือลูกที่ดีของพระเป็นเจ้าก็คือการลงมือปฎิบัตินะครับไม่ใช่รอโอกาสหรือรอเวลาจนเป็นเพียงแค่ความรู้ความเข้าใจแต่ไม่ได้มีผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา มีม้าพันลี้หนุ่มตัวหนึ่งรอคอยผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญม้ามาพบเห็นมัน พ่อค้ามาแล้วพูดว่า“เจ้ายินยอมไปกับข้าหรือไม่?”ม้าส่ายหัวแล้วพูดว่า”ข้าเป็นม้าพันลี้จะไปขนส่งสินค้าให้พ่อค้าคนหนึ่งได้อย่างไรกัน“ ทหารมาแล้วพูดว่า“เจ้ายินยอมไปกับข้าหรือไม่?”ม้าส่ายหัวแล้วพูดว่า“ข้าเป็นม้าพันลี้จะไปปฏิบัติงานให้แก่ทหารธรรมดาๆคนหนึ่งได้อย่างไรกัน“ นายพรานมาแล้วพูดว่า“เจ้ายินยอมที่จะไปกับข้าหรือไม่?”ม้าส่ายหัวแล้วพูดว่า“ข้าเป็นม้าพันลี้จะไปทำงานหนักให้แก่ผู้ที่เป็นนายพรานได้อย่างไรกัน“ …วันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่าม้าตัวนี้ยังคงหาเจ้านายที่ใฝ่ฝันไว้ไม่ได้เลย วันหนึ่งขุนนางจากวังหลวงได้ออกมาหาม้าพันลี้ตามพระราชโองการม้าพันลี้จึงได้ไปหาขุนนางท่านนี้จนพบเจอแล้วพูดขึ้นว่า“ข้านี่แหละคือม้าพันลี้ที่ท่านตามหา“ ขุนนางถามว่า“เจ้าม้าเจ้าคุ้นเคยและชำนาญเส้นทางของประเทศเราหรือไม่?”…ม้าส่ายหัว ขุนนางถามอีกว่า“แล้วเจ้าเคยเข้าสู่สนามรบมีประสบการณ์การสู้รบหรือไม่?”…ม้าส่ายหัวอีกครั้ง […]

อ่านต่อ

2017-02-12 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 6 เทศกาลธรรมดาปีA มธ5: 17-37…เรามิได้มาเพื่อลบล้างธรรมบัญญัติแต่มาเพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์…ผู้ที่ปฏิบัติธรรมบัญญัติและสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรสวรรค์… พระเยซูเจ้ายังได้ทรงตรัสเพิ่มเติมอีกว่า“ขณะที่ท่านกำลังนำเครื่องบูชาไปถวายยังพระแท่นบูชาถ้าระลึกได้ว่าพี่น้องของท่านมีข้อบาดหมางกับท่านแล้วจงวางเครื่องบูชานั้นไว้หน้าพระแท่นกลับไปคืนดีกับพี่น้องเสียก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชานั้น” ข้อคิด…การกระทำที่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนและการทำผิดประเวณีย่อมเกิดขึ้นในความคิดและในหัวใจของมนุษย์ก่อนที่จะลงมือกระทำการและเป็นการผิดพระบัญญัติประการที่ห้าและที่หก…พระเยซูเจ้าได้ทรงให้ความหมายใหม่แก่พระบัญญัติประการที่ห้าใหม่ว่าจะต้องรวมไปถึงความรู้สึกโกรธและอารมณ์ที่ฉุนเฉียวด้วยเพราะอาจจะนำไปสู่การปลิดชีวิตของผู้อื่นได้…และพระองค์ยังได้ทรงให้ความหมายใหม่แก่พระบัญญัติประการที่หกอีกด้วยซึ่งจะต้องผนวกเอาความคิดอ่านและความปรารถนาที่ผิดศีลธรรมอันดีงามเข้าไปด้วยเพราะจะสามารถนำไปสู่บาปอุลามกและความไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ชีวิตของตนได้ มีนักบุญหลายๆองค์ที่ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องของความโกรธและอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับการควบคุมพฤติกรรมของเราดังนั้นจึงขอสรุปคำสอนของท่านเหล่านั้นในบางประเด็น –    เป็นเรื่องที่ดีกว่าที่จะไม่ยอมให้ความโกรธที่เป็นบาปเข้ามาสิงอยู่ในจิตใจของเราเพราะเมื่อเราปล่อยให้มันเข้ามาแล้วก็อยากที่จะผลักดันมันออกไป […]

อ่านต่อ

2017-02-19 การให้อภัย

สวัสดีครับพี่น้องที่รักพบกันอีกครั้งนะครับกับคอลัมน์“คิดสักนิด..สะกิดใจ”ในอาทิตย์ที่7 ของสัปดาห์ธรรมดาอาทิตย์นี้ในพระวรสารพระเยซูเจ้าทรงเราสอนในสิ่งพิเศษซึ่งมีความแตกต่างจากความคิดหรือคำสอนของคนทั่วๆไปที่เขาทำกันคนอื่นอาจสอนว่า“ตาต่อตาฟันต่อฟัน”แต่พระเยซูเจ้าทรงสอนว่า“อย่าตอบโต้คนชั่วผู้ใดตบแก้มขวาของท่านจงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วยผู้ใดฟ้องท่านที่ศาลเพื่อหว้งเสื้อยาวของท่านก็จงแถมเสื้อคลุมให้เขาด้วย…” ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวว่า“จงรักเพื่อนบ้านและจงเกลียดศัตรู” แต่เราสอนว่า“จงรักศัตรูและภาวนาให้กับผู้ที่เบียดเบียนท่าน” ซึ่งแน่นอนคำสอนในเรื่องต่างๆเหล่านี้เป็นสี่งที่พระเยซูเจ้ายืนยันกับเราว่าเราคริสตชนต้องมีชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วๆไปเราคริสตชนต้องเป็นผู้ดีบริบูรณ์หรือผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตาและรู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่นและก้าวสำคัญที่จะทำเราเป็นคนดีบริบูรณ์ได้อย่างแท้จริงนั่นก็คือเรื่องของการให้อภัย  เมื่อพูดถึงเรื่องของการอภัยมีเรื่องราวน่าประทับใจมากมายแต่เรื่องหนึ่งที่พ่อชอบมากที่สุดก็คือเรื่องราวของผู้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่งชื่อKim Phúc หรือคิมฟุคในระหว่างสงครามเวียดนามทหารอเมริกันทิ้งบอมบ์ที่หมู่บ้านของเธอพ่อแม่พี่น้องของเธอเสียชีวิตตัวเธออายุเพียง9 ขวบไฟลุกท่วมตัววิ่งหนีอย่างตื่นตระหนกออกจากหมู่บ้านไม่มีเสื้อผ้าติดกายเลยเธอได้รับการรักษาแผลไฟไหม้เกือบ30 ปีผ่านไปวันหนึ่งเธอได้รับเชิญให้พูดต่อหน้าอนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกที่กรุงนิวยอร์กเธอพูดได้อย่างน่าประทับใจถ้อยคำตอนหนึ่งเธอกล่าวว่า“ดิฉันต้องทุกข์ทรมานอย่างมากทั้งทางร่างกายและจิตใจจนบางครั้งคิดว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไปแต่พระเจ้าทรงประทานชีวิตให้ดิฉันพระองค์ประทานความเชื่อและความหวังถ้าหากดิฉันมีโอกาสเผชิญหน้ากับนักบินที่ทิ้งระเบิดหมู่บ้านฉันดิฉันก็จะบอกกับเขาว่า“เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้แต่เราควรพยายามช่วยกันส่งเสริมให้มีสันติภาพในปัจจุบันและในอนาคต” […]

อ่านต่อ

2017-02-19 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 7 เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่  7 เทศกาลธรรมดาปี A มธ5: 38-48…จงรักศัตรู(และ) จงอธิษฐานภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน…ท่านจงเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ดังที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ของท่านทรงความดีอย่างสมบูรณ์เถิด… พระเยซูเจ้าทรงบอกเราว่าพระเจ้าทรงรักบรรดาลูกๆของพระองค์ทุกๆคนลูกๆจะดีหรือเลวก็ไม่สำคัญ…และพระองค์ได้ทรงเร่งรัดให้ลูกๆของพระองค์ได้เลียนแบบความรักที่ไม่เลือกปฏิบัติของพระบิดาเจ้า…เราทุกคนต่างก็รู้ดีว่าความรักแบบที่ว่านั้นใช่ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เราไม่ชอบ…ให้เราวอนขอพระพรและพละกำลังจากพระเจ้าเพื่อว่าเราจะได้จะสามารถปฏิบัติความรักแบบที่ว่านี้ได้ ข้อคิด…เนื่องจากว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นเราจึงต้องเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยและเราจะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อเราจะเลียนแบบความใจกว้างของพระเจ้าโดยไม่คิดจะเลือกปฏิบัติและไม่คิดที่จะแก้แค้นแก้เผ็ดคนอื่นรวมทั้งจะไม่มีใจอิจฉาริษยาผู้อื่นฯลฯ ในหนังสือเลวีนิติ(ลนต19: 1-2, 17-18)…พระบัญญัติที่ว่า“เจ้าต้องรักเพื่อนบ้านของเจ้าเหมือนกับที่เจ้ารักตัวเจ้าเอง”ก็จะจำกัดอยู่เฉพาะเพื่อนพี่น้องชาวอิสราแอลเท่านั้น…แต่พระเยซูเจ้าได้ทรงขยายขอบเขตของพระบัญญัตินี้ไปยังทุกๆคนไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติหรือคนต่างศาสนาก็ตามและไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือเพื่อนฝูงก็ตามที…ทำไม?…ก็เพราะว่านี่แหละที่เป็นวิธีการที่พระบิดาเจ้าสวรรค์ทรงปฏิบัติต่อทุกๆคนพระองค์ทรงแสดงความรักที่เท่าเทียมกันไม่ว่าต่อคนดีหรือคนไม่ดีคนชอบธรรมหรือคนอธรรม และการที่พระองค์ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนๆกันสำหรับทุกๆคนมิใช่เป็นเพราะว่าพระองค์ไม่ใยดีต่อเรื่องของศีลธรรมแต่เป็นเพราะว่าพระองค์ทรงรักทุกๆคนอย่างไม่มีขอบเขตนั่นเอง ส่วนนักบุญเปาโล(1 […]

อ่านต่อ

2017-02-26 เทศกาลมหาพรต

แทนคิดสะนิด…สะกิดใจ วันพุธรับเถ้า วันพุธรับเถ้าเป็นวันหนึ่งที่พระศาสนจักรเรียกร้องให้ผู้ใหญ่ทุกคนทำการจำศีลอดอาหาร นั่นคือให้อดมื้ออาหารที่สำคัญที่สุดของวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเสียสละและการรู้จักร่วมสุขร่วมทุกข์กับคนอื่น เป็นต้นเพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าในพระทรมานของ พระองค์           ความพร้อมที่เริ่มต้นด้วยการรู้จักฟังเสียงของพระเจ้า พร้อมที่จะรับรู้ค่านิยมแห่งพระวาจาของพระองค์ อันเป็นเครื่องหมายของการกลับใจ โดยนัยนี้การจำศีลอดอาหารของคริสตชนก็จะละม้ายคล้ายกับของพระอาจารย์เจ้า เวลาที่พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติพระภารกิจของพระองค์ […]

อ่านต่อ

Posts pagination

1 … 34 35 36 … 155

เกี่ยวกับวัดฯ

  • ประวัติอาสนวิหาร
  • แม่พระอัสสัมชัญ
  • บรรณฐาน
  • สถาปัตยกรรม
  • กระจกสี
  • ภาษาลาตินในวัด

บริการต่างๆ

  • ล้างบาปทารก / Baptisms
  • แต่งงาน / Wedding
  • การขออนุญาตถ่ายภาพ

สารวัดย้อนหลัง

  • บทสนทนาจากเจ้าอาวาส
  • คิดสักนิด...สะกิดใจ...
  • ปลัดแก่ ซอย40
  • ปี 2012

บุคลากร/องค์กรต่างๆในวัด

  • พระสงฆ์
  • สำนักงานวัด
  • สภาภิบาล
  • นักขับร้อง
  • สโมสรเยาวชน

ลิงค์คาทอลิก

  • สภาสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย
  • อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
  • หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลฯ
  • สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย
  • ปีศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2025
Facebook-f Youtube