• หน้าแรก
  • เกี่ยวกับอาสนวิหาร
    • ประวัติอาสนวิหารอัสสัมชัญ
    • สถาปัตยกรรม
    • บรรณฐาน
    • ภาษาลาตินในวัด
    • กระจกสี / stained-glass
    • รูปนักบุญ / saint sculpture
  • บริการต่างๆ
    • ล้างบาปทารก / Baptisms
    • การถ่ายภาพ / Take pictures
    • แต่งงาน / wedding
  • ติดต่อสอบถาม/Contact us
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับอาสนวิหาร
    • ประวัติอาสนวิหารอัสสัมชัญ
    • สถาปัตยกรรม
    • บรรณฐาน
    • ภาษาลาตินในวัด
    • กระจกสี / stained-glass
    • รูปนักบุญ / saint sculpture
  • บริการต่างๆ
    • ล้างบาปทารก / Baptisms
    • การถ่ายภาพ / Take pictures
    • แต่งงาน / wedding
  • ติดต่อสอบถาม/Contact us

Author: assump

2017-02-26 ข้อคิดอาทิตย์ที่แปด เทศกาลธรรมดา ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่แปดเทศกาลธรรมดาปีA มธ6: 24-34…ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้…และท่านทั้งหลายอย่ากังวลถึงวันพรุ่งนี้…แต่จงแสวงหาพระอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อนแล้วพระองค์จะทรงเพิ่มทุกสิ่งเหล่านี้ให้… เรากำลังมาชุมนุมกันในบ้านของพระเจ้าให้เราเข้ามาหาพระองค์ด้วยจิตตารมณ์แห่งความเชื่อมั่นในพระองค์…โดยให้เราสลัดความห่วงกังวลออกไปเสียแต่ให้วางใจในความรักและความใส่ใจของพระเจ้าที่มีต่อเราแต่ละคน ข้อคิด…คำสอนของพระวรสารในวันนี้ที่สำคัญมี2 ประการด้วยกันคือ..ประการแรกคือเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับใช้เจ้านายสองคนพร้อมๆกันในเวลาเดียวกันและประการที่สองคือให้เราได้รู้จักสลัดทิ้งซึ่งท่าทีและความห่วงกังวลที่มีต่อวันพรุ่งนี้หรืออนาคต… ภาพลักษณ์ของพระเจ้าในพระคัมภีร์คือภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นบิดาที่คอยเอาใจใส่ดูแลบรรดาสิ่งสร้างทั้งหลายทั้งปวงของพระองค์และคอยสอดส่องดูความต้องการของบรรดาลูกๆของพระองค์…“และพระเจ้าประทานอาหารให้กับทุกคนตามเวลา”(สดด145: 15)…และให้กับสัตว์ทั้งหลายด้วยเช่นเดียวกับที่ให้กับเรามนุษย์แต่ว่าพระญาณสอดส่องของพระเจ้าเราสามารถเห็นได้อย่างชัดแจ้งก็ในประวัติศาสตร์แห่งความรอดพ้นซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแผนการแห่งการช่วยให้รอดพ้นอันเป็นการร่วมมือกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ให้กับประชากรของพระองค์ มีคนบางคนที่หวังจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างจากพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธรรมชาติเช่นลมฟ้าอากาศหรือเรื่องส่วนตัวเช่นความเป็นอยู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานการศึกษาเล่าเรียนฯลฯด้วยการอธิษฐานภาวนาพลางตั้งหน้าตั้งตาคอยเวลาที่จะได้รับสิ่งที่วิงวอนขอ แต่ก็ยังมีอีกบางคนที่ไม่หวังพึ่งอะไรทั้งสิ้นจากพระเจ้าเพราะกลับคิดว่าเป็นพระเจ้านั่นแหละที่เป็นอุปสรรคคอยขัดขวางความสำเร็จของตน […]

อ่านต่อ

2017-03-05 ช่วงเวลา 40 วัน

สวัสดีครับพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์“คิดสักนิด..สะกิดใจ”นะครับอาทิตย์นี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่1 ของเทศกาลมหาพรตแล้วนะครับเทศกาลที่พระศาสนจักรเชิญชวนให้เราคริสตชนใช้“ช่วงเวลา40 วัน”แห่งการเตรียมชีวิตและจิตใจของเราเข้าสู่การฉลองที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราคริสตชนนั่นก็คือวันสมโภชปัสกาหรือการฉลองการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า เราคริสตชนได้เริ่มต้นเทศกาลมหาพรตนี้ด้วยวันพุธรับเถ้าซึ่งเราคริสตชนไม่ว่าจะอยู่ในฐานันดรในพระศาสนจักรไม่ว่าจะเป็นพระสันตะปาปาพระสังฆราชพระสงฆ์นักบวชหรือฆราวาสเราทุกคนก็จะมี“การรับเถ้า”โดยก้มศีรษะของเราลงรับการทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าผากพร้อมกับคำพูดเตือนใจสั้นๆของพระสงฆ์เพื่อเป็นการแสดงออกถึงท่าทีภายนอกซึ่งต้องสอดคล้องกับท่าทีภายในจิตใจว่ามหาพรตคือช่วงเวลาพิเศษที่เราต้องสุภาพถ่อมตนสำนึกผิดกลับใจและใช้โทษบาปของตน อาทิตย์ที่1 ของเทศกาลมหาพรตพระวรสารจึงให้ข้อคิดกับเราเกี่ยวกับเรื่องการประจญล่อลวงและบาปซึ่งพระเยซูเจ้าเตือนเราให้ระมัดระวังการประจญล่อลวงของผีปีศาจด้วยสิ่งพื้นฐานที่มนุษย์มักจะผิดพลาดกันนั่นคือการกินทรัพย์สมบัติและอำนาจเกียรติยศเพราะปีศาจนั่นรู้ดีถึงความอ่อนแอของเรามนุษย์ว่าเรามนุษย์ทุกคนต้องกินมันรู้ว่ามนุษย์มักโลภในทรัพย์สมบัติและมันก็รู้อีกว่ามนุษย์มักหลงใหลในอำนาจมนุษย์ชอบอยู่เหนือคนอื่นและไม่ปรารถนาให้ใครอยู่เหนือตนเรามนุษย์จึงมักอิจฉากันและต้องการจะทำลายล้างคนที่เก่งหรือคนอื่นอยู่เหนือตนเองเสมอ ดังนั้นพี่น้องครับสิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักถึงและเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับในอาทิตย์นี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นของการล่อลวงของผีปีศาจเท่านั้นแต่ยังเป็นประเด็นเรื่องหนทางหรือวิธีการในเอาชนะบาปหรือการประจญล่อลวงของผีปีศาจซึ่งพ่อขอแนะนำวิธีเอาชนะกับการประจญล่อลวงการต่อสู้กับกิเลสตัณหาลดความจองหองและลดความเห็นแก่ตัวของเราลงด้วยจิตตารมณ์แห่งมหาพรตในกิจการหลัก3 ประการนั่นคือการสวดภาวนาจำศีลอดอาหารและทำกิจเมตตา ·เราสวดภาวนาเพื่อเราจะได้สุภาพถ่อมตนมากขึ้นโดยยอมรับว่าเรานั่นอ่อนแอเกินไปและเราจะยังทำอะไรไม่ได้เลยหากเราปราศจากพระเป็นเจ้าทรงช่วยเหลือ ·เราจำศีลอดอาหารเพื่อเราจะได้รู้จักบังคับตนเองรู้จักออกจากตนเองโดยไม่ทำตามใจตนเองเอาชนะและตายต่อน้ำใจของเราเองรวมทั้งยังเป็นเรียนรู้ที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับผู้ที่ยากไร้ที่ต้องอดมื้อกินมื้อเราอดเพื่อจะได้คิดถึงคนอื่นและใส่ใจคนอื่นเพิ่มมากขึ้น […]

อ่านต่อ

2017-03-05 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 1เทศกาลมหาพรตปีA มธ4: 1-11…พระเยซูเจ้าทรงอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนในถิ่นทุรกันดารและมารปีศาจมาทดลองพระองค์… เทศกาลมหาพรตเชิญชวนเราให้รำลึกถึงสี่สิบวันสี่สิบคืนที่องค์พระเยซูเจ้าได้ทรงใช้ในถิ่นทุรกันดารและในช่วงเวลานั้นมารร้ายได้เข้ามาทำการทดลองพระองค์แต่ว่าโดยอาศัยการอธิษฐานภาวนการจำศีลอดอาหารและความซื่อสัตย์ต่อพระวาจาของพระเจ้าพระองค์ได้เอาชนะมารผจญ…ทุกๆวันเราแต่ละคนต้องเผชิญกับมารผจญ…เราจึงต้องอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าให้เราได้เอาชนะการผจญ ข้อคิด…โมเสสได้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาซีนายเป็นเวลาสี่สิบวันเพื่อรับพระบัญญัติเช่นเดียวกันพระเยซูเจ้าทรงจำศีลอดอาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนและทรงถูกมารปีศาจทดลองในถิ่นทุรกันดารก่อนจะเริ่มพระภารกิจของพระองค์…คริสตชนจึงควรเตรียมตัวเพื่อเฉลิมฉลองธรรมล้ำลึกแห่งปัสกาของการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูคริสตเจ้าด้วยเทศกาลมหาพรตแห่งการถือศีลอดอาหารใช้โทษบาปซึ่งจะยาวนานสี่สิบวันเช่นกัน ในบทอ่านที่หนึ่งเราได้ยินเรื่องราวของการผจญล่อลวงอาดัมและเอวาและในพระวรสารก็เป็นเรื่องราวที่พระเยซูเจ้าทรงถูกผจญ พระเยซูเจ้าทรงเป็นอาดัมคนใหม่…เพราะด้วยความนบนอบของพระองค์พระองค์ได้ทรงนำกลับคืนมาซึ่งพระพรต่างๆที่อาดัมคนแรกได้ทำให้สูญเสียไปเพราะความไม่นบนอบของตนและพระเยซูเจ้ายังทรงเป็นชาวอิสราแอลใหม่เช่นเดียวกับที่ชาวอิสราแอลดั้งเดิมถูกทดลองในถิ่นทุรกันดารและก็ไม่ซื่อสัตย์ส่วนพระองค์ยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า ในพระวรสารวันนี้นักบุญมัทธิวได้เล่าเรื่องการที่พระเยซูเจ้าทรงถูกมารปีศาจทดลองการทดลองพระเยซูเจ้านี้ประกอบด้วย3 ฉากด้วยกันซึ่งพระองค์ทรงต้องการที่จะแก้ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับพระภารกิจของพระองค์ […]

อ่านต่อ

2017-03-12 การเปลี่ยนแปลง

          สวัสดีครับพี่น้องที่รักพบกันอีกครั้งเช่นเคยกับคอลัมน์“คิดสักนิด..สะกิดใจ”วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมากจริงๆเผลอแปปเดี๋ยวเราก็เข้าสู่อาทิตย์ที่2 ของเทศกาลมหาพรตกันแล้วนะครับอาทิตย์ที่แล้วพระเยซูเจ้าสอนให้เรารู้จักกับการ“ต่อสู้กับการผจญล่อลวง”ส่วนอาทิตย์นี้พระเยซูเจ้าทรงเชื้อเชิญเราทุกคนให้มาพบกับ“การเปลี่ยนแปลง”เหมือนกับตอนที่พระองค์ทรงพาศิษย์ทั้งสามคือเปโตรยากอบและยอห์นขึ้นไปบนภูเขาสูงและก็ได้ทำให้พวกเขาเห็นถึงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ด้วยการจำแลงพระวรกายอย่างรุ่งโรจน์ต่อหน้าต่อตาพวกเขาโดยมีโมเสสและเอลียาห์มาร่วมสนทนาก้บพระองค์เพื่อยืนยันว่า“พระองค์พระผู้ไถ่ของพวกเขา” เพราะบัดนี้สิ่งที่พระเจ้าเคยสัญญาไว้กับมนุษย์โดยผ่านทางโมเสสและเอลียาห์เกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอดพ้นนั้นกำลังจะเป็นจริงโดยผ่านทางพระเยซูเจ้าผู้นี้เอง พี่น้องครับการจำแลงพระวรกายของพระเยซูเจ้าในอาทิตย์นี้จึงเป็นการยืนยันถึงพระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระเยซูเจ้าว่าความตายบนไม้กางเขนที่พระเยซูเจ้าทรงเลือกนั้นมีค่ามากเพียงใด? เป็นเกียรติมงคลอันยิ่งใหญ่ที่ทรงไถ่บาปเราซึ่งให้ข้อคิดแก่เราว่าประการแรกหากเราต้องการได้รับเกียรติมงคลนี้เราจำเป็นต้องผ่านหนทางแห่งไม้กางเขนนี้เช่นเดียวกันนั่นคือเราจำเป็นต้องตายต่อน้ำใจตนเองลดความเห็นแก่ตัวรู้จักเปลี่ยนแปลงของตนเองและน้อมรับทั้งความสุขและทุกข์ที่พระเจ้ามอบให้ด้วยใจยินดีดังคำกล่าวที่ว่าเมื่อเราผ่านกางเขนเราจะพบกับแสงสว่างอย่างแน่นอน […]

อ่านต่อ

2017-03-12 ข้อคิดอาทิตย์ที่สอง เทศกาลมหาพรต ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่สองเทศกาลมหาพรตปีA มธ17: 1-9…พระเยซูเจ้าทรงเปลี่ยนพระวรกายของพระองค์ต่อหน้าอัครสาวกทั้งสาม… แต่ละปีพิธีกรรมในอาทิตย์ที่สองของเทศกาลมหาพรตพระศาสนจักรก็จะนำเสนอเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงพระวรกายหรือการแสดงองค์ของพระเยซูเจ้า…พระพักตร์ของพระองค์เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์และฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่าง…เราแต่ละคนก็สามารถมีประสบการณ์ของการเปลี่ยนแปลงตัวตนได้เหมือนกันเป็นพระหรรษทานและคุณธรรมที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเราให้มีสง่าราศรีเหมือนพระวรกายของพระเยซูเจ้าแต่ว่าบาปจะทำให้ตัวตนของเราเสียโฉม…ให้เราได้หันกลับมาหาองค์พระคริสตเจ้าสำหรับความช่วยเหลือต่างๆที่เราต้องการเพื่อว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆด้วยการฝึกปฏิบัติคุณธรรม ข้อคิด…เช่นเดียวกับเรื่องราวการรับพิธีล้างของพระเยซูเจ้า…การเปลี่ยนพระวรกายของพระเยซูเจ้าต่อหน้าอัครสาวกก็เป็นการแสดงองค์ของพระเยซูเจ้าดังที่พระองค์ทรงเป็นจริงๆ…เป็นเหตุการณ์ที่ก่อประโยชน์อย่างมากให้กับบรรดาอัครสาวกคือเมื่อพวกเขาได้แลเห็นเกียรติมงคลอย่างของพระผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วพวกเขาจะได้มีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะติดตามพระองค์ไปจนถึงที่สุดแต่ถึงกระนั้นในขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีต้องรอจนกระทั่งพระเยซูเจ้าจะได้ทรงกลับคืนพระชนมชีพจริงๆแล้วเท่านั้น เรื่องราวของการประจักษ์พระวรกายของพระเยซูเจ้าต่อหน้าอัครสาวกนั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนภูเขาสูง…เพราะบนภูเขาสามารถให้ทัศนียภาพที่กว้างไกลกว่าและจากบนภูเขาเราสามารถมองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆข้างล่างได้มากขึ้นซึ่งทำให้เราได้รู้จักและเข้าใจโลกมากขึ้นนอกจากนั้นยังช่วยยกจิตใจของเราขึ้นสู่เบื้องบนได้อีกด้วยทำให้เราอยู่ต่อหน้าความยิ่งใหญ่และความสวยงามของธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้าและบนภูเขาสูงทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราอยู่ใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้นอีกด้วยหรือกำลังอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์ ประสบการณ์บนภูเขาสูงที่พระวรสารในวันนี้กล่าวถึงนั้นน่าจะเป็นภูเขาทาบอร์อันมีความหมายอย่างใหญ่หลวงสำหรับองค์พระเยซูเจ้าเองเพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญมากๆในชีวิตสาธารณะของพระองค์เป็นช่วงเวลาที่พระองค์กำลังเริ่มเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปรับทรมานและสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน…พระองค์ทรงทราบดีว่าชะตากรรมที่ว่านั้นกำลังรอคอยพระองค์อยู่เหมือนกับที่ได้เกิดขึ้นกับบรรดาประกาศกก่อนหน้าพระองค์นั่นก็คือความตายที่รุนแรงและเพื่อที่จะใช้เวลาทำการไตร่ตรองและอธิษฐานภาวนาสำหรับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้พระองค์ได้ทรงขึ้นไปบนภูเขาสูงโดยนำเอานักบุญเปโตรยากอบและยอห์นให้ไปกับพระองค์ด้วย วันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสทันทีที่พระเยซูเจ้าได้ขึ้นไปถึงยอดเขาพระองค์ก็ได้เริ่มอธิษฐานภาวนาทันใดพระพักตร์ของพระองค์ก็เปล่งรัศมีดุจดวงอาทิตย์ฉลองพระองค์กลับมีสีขาวดุจแสงสว่างโมเสสและประกาศกเอลียาห์แสดงตนสนทนาอยู่กับพระองค์…นักบุญเปโตรถึงกับกราบทูลพระเยซูเจ้าว่า“พระเจ้าข้าที่นี่สบายน่าอยู่จริงๆถ้าพระองค์มีพระประสงค์ข้าพเจ้าจะสร้างเพิงขึ้นสามหลังหลังหนึ่งสำหรับพระองค์หลังหนึ่งสำหรับโมเสสและอีกหลังหนึ่งสำหรับเอลียาห์”ขณะที่เปโตรกำลังพูดอยู่นั้นมีเมฆสว่างจ้าก้อนหนึ่งปกคลุมพวกเขาไว้อันเป็นสัญลักษณ์ของการประทับอยู่ของพระเจ้ามีเสียงหนึ่งอันเป็นเสียงของพระบิดาเจ้าดังออกมาจากเมฆนั้นเป็นพระวาจาที่น่ารักมาก…ว่า“ท่านผู้นี้เป็นบุตรสุดที่รักของเราเราพึงพอใจยิ่งนักจงฟังท่านเถิด” นักบุญเปโตรต้องการค้างอยู่บนภูเขานั้นเลยท่านต้องการสร้างกระโจมที่พักอยู่ที่นั่นเลยเป็นที่พำนักที่ปลอดจากภัยอันตรายและปัญหาทุกข์ร้อนทั้งหลายแต่ว่าจุดประสงค์ของประสบการณ์ที่ว่านี้มิใช่เพื่อให้หนีจากภัยอันตรายและปัญหาทุกข์ร้อนแต่ต้องการเสริมสร้างและเพิ่มพลังเข้มแข็งให้กับพระเยซูเจ้าและบรรดาศิษย์เพื่อให้พวกเขาเมื่อกลับลงไปจากบนภูเขาแล้วจะได้สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาและภัยอันตรายต่างๆ แน่นอนพวกเขาคงจะต้องการพลังเข้มแข็งอีกมากมายเพราะวันนั้นจะมาถึงและจะมีภูเขาอีกลูกหนึ่ง…วันนั้นท้องฟ้าจะมืดมัวพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าจะโชกไปด้วยเหงื่อและเลือดฉลองพระองค์ก็จะดูไม่ได้เอาเสียเลยและบรรดาศิษย์จะหนีจากพระองค์ไป…จะมีเฉพาะโจรสองคนซึ่งถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ศิษย์ที่รักและสตรีใจศรัทธาอีกบางคนซึ่งอยู่เป็นเพื่อนพระองค์…จะไม่มีเสียงจากสวรรค์แต่จะมีแต่เสียงของผู้คนที่สบประมาทเยาะเย้ยพระองค์ที่เดินผ่านไปผ่านมาพวกศิษย์ก็จะหนีกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทางและไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งสิ้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพระอาจารย์ของพวกเขา […]

อ่านต่อ

2017-03-19 น้ำทรงชีวิต

      สวัสดีครับพี่น้องที่รักบทอ่านทั้งสามอาทิตย์ที่สามของเทศกาลมหาพรตในวันนี้พูดถึง“น้ำทรงชีวิต”บทอ่านที่1 จากหนังสืออพยพได้พูดถึงโมเสสตอนที่ท่านทนการรบเร้าของชาวยิวไม่ไหวเรื่องน้ำพระเจ้าจึงทรงให้โมเสสเอาไม้เท้าเคาะหินเพื่อให้มีน้ำสำหรับเลี้ยงพวกเขาในบทจดหมายของนักบุญเปาโลท่านได้เปรียบพระเยซูเจ้าว่าทรงเป็นน้ำที่พระเจ้าทรงหลั่งลงในดวงใจของเราเพื่อทำให้เราพบกับความรักการไถ่บาปและความรอดพ้นที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่เราส่วนในพระวรสารก็ได้เล่าถึงตอนที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปที่แคว้นสะมาเรียใกล้ๆกับบ่อน้ำของยาคอบที่นั่นพระองค์ทรงพบกับหญิงชาวสะมาเรียคนหนึ่งซึ่งพระองค์ทรงขอน้ำจากเธอก่อนก่อนที่พระองค์จะประทาน“น้ำทรงชีวิต”ให้แก่เธอและที่นี่เองพระองค์ประกาศต่อเธอว่า“เราคือพระเมสิยาห์”ที่พวกท่านนั้นรอคอย พี่น้องครับเทศกาลมหาพรตเป็นเวลาที่เราทุกคนต้องหา“น้ำทรงชีวิต”เช่นเดียวกันเพราะว่า –   แม้พระเยซูเจ้าทรงเป็นชาวยิวที่เป็นศัตรูกับหญิงคนนี้และแคว้นสะมาเรียแต่พระองค์ไม่ทรงคิดแบบชาวยิวทั่วๆไปพระองค์จึงทรงเสด็จมาหาหญิงคนนี้พูดคุยและขอน้ำเพื่อสอนเราว่าหากเราต้องการพบน้ำทรงชีวิตเราต้องรู้จักทำลายกำแพงภายในจิตใจของเราลดอคติทำลายความเกลียดชังด้วยการให้ภาวนาและรู้จักให้อภัยแก่ผู้ที่เป็นศัตรูกับเรา –   แม้หญิงคนนี้จะเป็นคนบาปเพราะเธอมีสามีถึงห้าคนและกำลังอยู่กินกับสามีคนที่หกเป็นคนบาปในสายตาของคนทั่วไปหรือแม้แต่ชาวสะมาเรียด้วยกันเองแต่พระเยซูเจ้าทรงสอนเราว่าหากเราต้องการพบน้ำทรงชีวิตเราต้องรู้จักเข้าใจยอมรับรู้จักให้โอกาสรู้จักพูดให้กำลังใจรู้จักถนอมน้ำใจคนอื่นและไม่ควรไปตัดสินคนอื่นเลยเพราะเราเองก็เป็นคนบาปเหมือนกัน […]

อ่านต่อ

2017-03-19 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 3 เทศกาลมหาพรต ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่3 เทศกาลมหาพรตปีA ยน4: 5-42…ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้นั้นจะไม่กระหายอีกเลยน้ำที่เราจะให้แก่ทุกคนจะกลายเป็นธารน้ำในตัวเขาไหลรินเพื่อชีวิตนิรันดร… ในพระวรสารของวันนี้เราจะได้ยินเรื่องราวของการพบปะกันที่น่าประทับใจระหว่างพระเยซูเจ้ากับหญิงชาวสะมาเรีย…ระหว่างการสนทนานั้นพระเยซูเจ้าได้ทรงบอกกับนางถึงพระพรที่พระเจ้าทรงอยากประทานให้กับนาง…พระพรซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า“น้ำทรงชีวิต”…ณบัดนี้ที่พระแท่นบูชานี้เราก็ได้รับข้อเสนอจากองค์พระเยซูคริสตเจ้าเพื่อรับพระพรอย่างเดียวกัน…ดังนั้นขอให้เราได้ทำตัวของเราให้สมที่จะรับ“พระพรของพระเจ้า” ด้วยการยอมรับว่าเราเป็นคนบาป ข้อคิด…หัวข้อเดียวที่แทรกซึมอยู่ในทั้งสามบทอ่านของพิธีบูชาขอบพระคุณในวันนี้ก็คือพระเจ้าทรงรักเราแม้ในขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่ ในขณะที่ชนชาวอิสราแอลกำลังเร่ร่อนอยู่ในถิ่นทุรกันดารโมเสสได้จัดหาน้ำให้กับพวกเขาพระเยซูเจ้าเองซึ่งเป็นโมเสสคนใหม่ได้ให้อะไรอะไรบางอย่างที่ดีกว่าแก่เรามนุษย์คือ“น้ำที่ให้ชีวิต” เพราะจะทำให้ผู้ที่ดื่มน้ำนี้มีส่วนในชีวิตพระ ในบทอ่านที่หนึ่ง(อพย17: […]

อ่านต่อ

2017-03-26 การจัดดอกไม้ในวัด

  แทนคิดสักนิด…สะกิดใจ การจัดดอกไม้ในวัด   การจัดดอกไม้เป็นศาสตร์และศิลป์แขนงหนึ่งที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมของมนุษย์มาเป็นเวลายาวนาน คริสตชนเองก็มีการใช้ใบไม้ ในการประดับที่ฝังศพของมรณสักขีด้วยใบปาล์ม และกิ่งมะกอกเทศ ซึ่งในเวลานั้น กลุ่มคริสตชนประกอบพิธีบูชาขอบพระคุณบนที่ฝังศพของบรรดามรณสักขี […]

อ่านต่อ

2017-03-26 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรต ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 4 เทศกาลมหาพรตปีA ยน9: 1-41…คนตาบอดจึงไปล้างตาแล้วกลับมามองเห็นได้…           ในโลกของเราทุกวันนี้มีความมืดอยู่มากมายอย่างน่าใจหาย…แต่ว่าพระวรสารของวันนี้ได้นำเสนอพระวาจาอันน่าอัศจรรย์ขององค์พระคริสตเจ้า“เราเป็นแสงสว่างส่องโลก”…พระคริสตเจ้าทรงเป็นแสงสว่างส่องโลกจริงๆและทรงเป็นแสงสว่างส่องชีวิตของเรา…ให้เราทำการไตร่ตรองสักครู่หนึ่งว่าเรามีความต้องการแสงสว่างของพระองค์ที่จะส่องสว่างชีวิตของเราแต่ละคนเพื่อเราจะได้ไปส่องสว่างโลกมากน้อยแค่ไหน… ข้อคิด…เช่นเดียวกับน้ำ…แสงสว่างก็เป็นสัญลักษณ์ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการดำรงชีวิตอยู่ของมนุษย์และของการไตร่ตรองทางศาสนาด้วย…ในเรื่องเล่าการสร้างโลกในหนังสือปฐมกาลเมื่อพระเจ้าได้แยกความสว่างออกจากความมืดพระองค์ก็ได้ทรงจัดระเบียบให้กับสากลจักรวาลให้เป็นที่พักอาศัยของทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต           และเมื่อวาระแห่งความสมบูรณ์ของกาลเวลามาถึงพระวจนาตถ์พระบุตรพระเจ้าก็ได้เสด็จลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์และมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเรามนุษย์พระองค์ทรงเป็นชีวิตและแสงสว่างของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายพระองค์ทรงส่องสว่างผู้ที่เชื่อในพระองค์ด้วยชีวิตและข่าวดีของพระเจ้าซึ่งทำให้เรามนุษย์ได้รู้จักพระเจ้าพระบิดา…นี่เป็นหัวข้อใหญ่ๆที่สำคัญที่ได้รับการพัฒนาในข่าวดีที่นักบุญยอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารนำเสนอให้กับพวกเราโดยเริ่มตั้งแต่บทแรกอันเป็นอารัมภบทของพระวรสารของท่านและได้รับการขยายความอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยอาศัยเครื่องหมายและการอัศจรรย์ต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนทั้งทาง“บวก” […]

อ่านต่อ

2017-04-02 ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรต ปี A

ข้อคิดอาทิตย์ที่ 5 เทศกาลมหาพรตปีA ยน11: 1-45…เราเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิตใครเชื่อในเราแม้ตายไปแล้วก็จะมีชีวิตและทุกคนที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่มีวันตายเลย… ในพระวรสารของวันนี้เราเห็นภาพอันเป็นที่คุ้นเคยกับเราอย่างมากๆนั่นก็คือผู้คนกำลังร่ำไห้ถึงการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของผู้เป็นที่รัก…พระเยซูเจ้าทรงเป็นจุดสนใจของภาพที่ว่านี้เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ให้ความหวังแก่คนที่มาอยู่รอบๆเหตุการณ์นี้เพื่อสังเกตุดูเหตุการณ์ดังกล่าว ข้อคิด…จุดประสงค์ของพระวรสารของนักบุญยอห์นที่พระศาสนจักรนำเสนอให้เราได้ยินได้ฟังในวันอาทิตย์นี้ก็คือท่านนักบุญพยายามที่จะนำออกจากผู้อ่านซึ่งความเชื่อในองค์พระเยซูคริสตเจ้าและเพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของความเชื่อนั้นในพระองค์ด้วย…พระเยซูเจ้าตรัสกับผู้คนที่กำลังติดตามพระองค์ว่า”ลาซารัสตายแล้วเรายินดีสำหรับท่านทั้งหลายที่เราไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อท่านจะได้เชื่อ”…และเรื่องราวของลาซารัสก็ได้จบลงด้วยคำพูดที่ว่า“ชาวยิวหลายคนที่มาเยี่ยมมารีย์และเห็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำก็เชื่อในพระองค์”…ในเรื่องเล่านี้มาร์ธาได้รับการนำเสนอให้เป็นรูปแบบของความเชื่อคือแม้จะมีความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดจากพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่บอกว่าลาซารัสเพื่อนของเรากำลังหลับอยู่กับความเป็นจริงที่ปรากฏแก่สายตาว่าลาซารัสนได้ตายไปแล้วแต่มาร์ธาก็ได้ทำการยืนความเชื่อของเธอที่มีต่อพระเยซูเจ้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ว่า“เชื่อพระเจ้าข้าดิฉันเชื่อว่าพระองค์เป็นพระคริสตเจ้าพระบุตรของพระเจ้าที่จะต้องเสด็จมาในโลกนี้”    พระเยซูเจ้าทรงเป็นท่อธารแห่งชีวิตมิใช่เฉพาะสำหรับชีวิตทางกายภาพเท่านั้นแต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชีวิตอมตะหรือชีวิตที่ไม่รู้จักตายแบบของพระเจ้าด้วยชีวิตใหม่ที่ว่านี้มิใช่เป็นเพียงแต่ความหวังของอนาคตเท่านั้นแต่ยังเป็นความเป็นจริงที่เป็นปัจจุบันซึ่งความตายทางกายภาพมิอาจจะปฏิเสธได้คำพูดที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับเรื่องเล่าการกลับเป็นขึ้นมาจากความตายของลาซารัสอยู่ที่พระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ว่า“เราเป็นการกลับคืนชีพและชีวิต”…การมาหามาร์ธาและมารีย์อย่างชักช้าของพระเยซูเจ้ารวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าลาซารัสได้ตายไปสี่วันแล้วนั้นเพื่อที่จะเป็นการเน้นย้ำจุดที่ผู้นิพนธ์พระวรสารต้องการคือ“พระเยซูเจ้าทรงเป็นเจ้านายแห่งชีวิตและความตาย” ความเศร้าโศกเพราะการต้องสูญเสียพี่ชายของมาร์ธาและมารีย์นั้นเป็นประสบการณ์ที่พวกเราหลายๆคนได้มีอยู่อันเนื่องมาจากการต้องสูญเสียคนที่เรารักไปและเมื่อมีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเราหรือว่าเกิดขึ้นกับคนที่เรารักเราก็มักจะอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากพระเจ้าดูแลเอาใจใส่เราจริงๆแล้ไซร้ถ้าหากพระองค์รักเราจริงๆแล้วพระองค์ก็คงจะไม่อนุญาตให้สิ่งที่เราคิดว่าไม่ดีเกิดขึ้นกับตัวเราหรือกับคนที่เรารักเพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นเรามักจะรู้สึกว่าพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งเราเรารู้สึกตัวเราว่าต้องอยู่โดดเดี่ยวไม่มีที่พึ่ง ดังนั้นเราควรจะต้องทำอะไร? […]

อ่านต่อ

Posts pagination

1 … 35 36 37 … 155

เกี่ยวกับวัดฯ

  • ประวัติอาสนวิหาร
  • แม่พระอัสสัมชัญ
  • บรรณฐาน
  • สถาปัตยกรรม
  • กระจกสี
  • ภาษาลาตินในวัด

บริการต่างๆ

  • ล้างบาปทารก / Baptisms
  • แต่งงาน / Wedding
  • การขออนุญาตถ่ายภาพ

สารวัดย้อนหลัง

  • บทสนทนาจากเจ้าอาวาส
  • คิดสักนิด...สะกิดใจ...
  • ปลัดแก่ ซอย40
  • ปี 2012

บุคลากร/องค์กรต่างๆในวัด

  • พระสงฆ์
  • สำนักงานวัด
  • สภาภิบาล
  • นักขับร้อง
  • สโมสรเยาวชน

ลิงค์คาทอลิก

  • สภาสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย
  • อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
  • หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลฯ
  • สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย
  • ปีศักดิ์สิทธิ์ ค.ศ. 2025
Facebook-f Youtube