การเปลี่ยนแปลงของพิธีกรรมในวันอาทิตย์นี้ พระสงฆ์สวมเสื้อกาซูลาสีบานเย็น เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความชื่นชมยินดี หลังจากเทศกาลมหาพรตผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว ในบทนำก่อนพิธีมิสซา มีเนื้อร้องของบทเพลงว่า “จงชื่นชมยินดี” เป็นการนำพาให้คิดถึงความชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้นำความรอดพ้นมาสู่เรา แต่เดิมการปฏิบัติตามจิตตารมณ์มหาพรตจะเป็นไปอย่างจริงจังมากกว่าในสมัยนี้ หลังจากผ่านมาครึ่งทางแล้วก็จะมีช่วงเวลาผ่อนคลาย เพื่อเป็นการบอกว่าอีกไม่นาน มหาพรตก็จะสิ้นสุดลง
บทอ่านจากพระวรสารในวันนี้พูดถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาคนตาบอดให้กลับแลเห็น เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่พระเยซูทรงปฏิบัติขณะเดินทางสู่กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ต้องเสด็จผ่านเมืองนั้นและได้พบกับชายตาบอด พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ช่วยให้ชายคนนั้นกลับมองเห็น ซึ่งการกระทำของพระองค์เป็นไปเพราะความใจดีและความเมตตาของพระองค์ จากเหตุการณ์นี้พระองค์ ถูกโจมตีจากพวกที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากวันนั้นเป็นวันสับบาโตที่ห้ามทำงาน พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ทำให้ชายตาบอดกลับมองเห็น และที่สำคัญคือเขาได้เห็นและได้รู้จักกับพระเยซูเจ้า ส่วนบรรดาผู้นำทางศาสนาและฟาริสีกลับเป็นเหมือนคนตาบอดและใจบอด ที่ไม่เห็น ไม่ยอมรับรู้การเป็นพระแมสซิยาห์ของพระองค์
เรายังคงให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวเองหรือจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาของการสำนึกผิด พระศาสนจักรสอนว่า เพื่อจะได้รับการอภัยจากพระเจ้าต้องทำ 3 สิ่ง ได้แก่ 1. การสำนึกผิด 2. การสารภาพบาป 3. การชดเชยบาป การสำนึกผิดคือความเศร้าโศกเสียใจและรังเกียจบาป รวมทั้งความผิดที่ได้กระทำ เป็นความสำนึกเสียใจเพราะความรักต่อพระเจ้า ซึ่งเรียกว่าท่าทีแบบนี้ว่าเป็นความทุกข์ถึงแบบอย่างสมบูรณ์ ส่วนอีกแบบหนึ่งก็คือการสำนึกเสียใจเพราะกลัวจะถูกพระเจ้าลงโทษ ซึ่งเรียกว่าการสำนึกผิดที่ไม่สมบูรณ์ การสารภาพบาป ถือเป็นส่วนสำคัญของศีลแห่งการสำนึกผิด บาปหนักทั้งหมดที่ผู้สำนึกผิดได้ตระหนักหลังจากตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะเป็นคำสารภาพเพื่อขอโทษต่อพระเจ้าผ่านพระสงฆ์ การชดเชยความผิดก็เป็นการพยายามอย่างแท้จริงเพื่อการใช้โทษบาป
สำหรับผู้กำลังเตรียมเป็นคริสตชน ในสัปดาห์นี้ก็จะเป็นเวลาของการพิจารณาความตั้งใจเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะเดินเข้าไปขอรับศีลล้างบาปในคืนวันสมโภชนาปัสกา ระหว่างนี้บรรดาผู้เตรียมตัวได้มีโอกาสฝึกฝนวิธีการรับศีลอภัยบาป การรับศีลอภัยบาปเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นเครื่องหมายของการกลับใจ เป็นผู้รับศีลฯเองที่สำนึกเสียใจและเข้าไปขอโทษความผิดต่อพระเจ้า การพิจารณาตนเองอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นหน้าที่ของแต่ละคน ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจ ความจริงใจในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผิดพลาดของตน พระศาสนจักรได้กำหนดให้บรรดาคริสตชน รับศีลอภัยบาปในกำหนดปัสกา เพื่อต้องการให้บรรดาคริสตชนได้เอาใจใส่ แก้ไขความประพฤติของตน บนพื้นฐานความเชื่อในพระเมตตาของพระเจ้า.
สวัสดี…พ่ออดิศักดิ์