หลังจากวันสมโภชปัสกาที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันเสาร์ที่แล้ว ก็ยังมีการฉลองต่อเนื่องมาอีก 8 วันซึ่งเราเรียกว่าอัฐมวารปัสกา เพื่อบอกว่าการสมโภชปัสกาเป็นการฉลองที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่เดิมเคยเรียกวันอาทิตย์นี้ว่าวันอาทิตย์สีขาว เนื่องจากในยุคแรกของพระศาสนจักร การรับศีลล้างบาปกระทำในคืนวันปัสกา ผู้รับศีลล้างบาปจะสวมเสื้อขาวและตลอดสัปดาห์ก็ยังคงสวมเสื้อขาว จนถึงวันอาทิตย์แรกหลังสมโภชปัสกา เมื่อจบพิธี เสื้อสีขาวก็จะถอดออก การที่เรียกว่าวันอาทิตย์สีขาว จึงหมายถึงวันที่เสื้อขาวถูกถอดออกเป็นการสิ้นสุดการฉลองสมโภชปัสกา
ปี ค.ศ. 2000 พระสันตะปานักบุญยอห์นปอลที่ 2 ได้ประกาศให้วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเทศกาลปัสกาเป็นวันฉลองพระเมตตา เป็นปีที่ซิสเตอร์โฟสติน่า โควาลสกาได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ ท่านได้พยายามเผยแพร่ความศรัทธาเรื่องพระเมตตา สำหรับพระสันตะปาปา พระองค์ทรงมีความศรัทธา ทรงออกเอกสาร Dives in Misericordia เผยแพร่ความศรัทธาต่อพระเมตตา
พระวรสารในสัปดาห์นี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ น.โทมัส ที่พระเยซูเจ้าทรงประจักษ์มาหาบรรดาอัครสาวก ทรงให้ น.โทมัสได้สัมผัสรอยแผล โทมัสได้เคยบอกกับเพื่อนๆว่า ตนเองไม่เชื่อว่าพระคริสตเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพนอกจากจะได้สัมผัสด้วยตัวเอง พระเยซูเจ้าได้เสด็จไปพบกับโทมัส ท่านก็ได้พิสูจน์และมีความเชื่อว่าเป็นพระองค์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพ เป็นเรื่องที่ท้าทายพวกเราทุกคนให้มีความเชื่อมั่นเรื่องการกลับคืนชีพของพระองค์ “ความสุขของคนที่แม้ไม่ได้เห็นแต่มีความเชื่อ” พระเยซูเจ้าไม่สามารถไปเสด็จไปทุกหนแห่งเพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้พิสูจน์ เรื่องราวที่เกิดขึ้นเพียงพอ เพื่อให้ผู้คนยอมรับและเชื่อมั่นในการกลับคืนชีพของพระองค์
ปัสกา คือ เรื่องราวการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสตเจ้า พระองค์ทรงต้องการให้บรรดาศิษย์ทุกคนกลับมีชีวิตใหม่ ออกไปดำเนินชีวิตด้วยความเข้มแข็งและกล้าหาญ พวกเราทุกคนในยุคนี้เช่นเดียวกันที่ได้รับผลจากการกลับคืนชีพพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงต้องการให้เราทุกคนกลับมีชีวิตใหม่ สภาพแวดล้อมของชีวิตยังคงเดิม ผู้คนรอบข้างก็ยังเหมือนเดิม แต่ตัวของเราจะต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ คนที่มีความเชื่อในพระเยซูผู้ทรงกลับคืนชีพ มั่นใจในการนำทางของพระองค์
ในระหว่างสัปดาห์ พระสงฆ์ของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯไปร่วมกิจกรรมสัมมนาประจำปีซึ่งเป็นธรรมเนียมจัดขึ้นทุกปีหลังจากการสมโภชปัสกา แต่ละปีก็จะมีประเด็นพิจารณา ปีนี้พูดถึงเรื่องชีวิตของพระสงฆ์ เราจะเห็นแนวทางของพระศาสนจักรกำหนดให้บรรดาพระสงฆ์มีช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูตนเอง ความจริงแล้วบรรดาคริสตชนทั่วไปก็มีโอกาสที่จะได้รับการฟื้นฟูชีวิตของตน และทุกปีหลังจากการสัมมนาจบลงก็มักจะมีการประกาศโยกย้าย มอบหมายหน้าที่ต่างๆสำหรับพระสงฆ์ เป็นภารกิจที่พระสงฆ์ทุกองค์ได้รับมอบหมายให้ทำงานที่พระเจ้าทรงมอบให้.
สวัสดี…พ่ออดิศักดิ์